ทฤษฎีเอ็กซ์และวายเป็นกระบวนการในแนวคิดวิเคราะห์หรือเชิงบริหารศาสตร์

พลังงาน คือ การแสดงออกทันทีโดยธรรมชาติของร่างกาย ที่สมyรณ์ มันจะต้องถูกกำกับและควบคุมดังเช่นพลังของสิ่งมีชีวิต อื่นๆ ไม่เพียงว่ามันเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้ชนะ แต่มันจำเป็นสำหรับ การพัฒนาขึ้นไป จนเป็นคุณสมบัติที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ มันไม่ได้ เกิดขึ้นหลังจากที่เราถูกทำร้ายรังแก  เรือยางลำใหญ่ มันผุดขึ้นมาในยามคาคืน หลังจากได้ละเลยและมีสุขภาพที่เสื่อมทรามมาเป็นระยะเวลานาน เราทุกคนจะได้มันมาในวิถีทางที่แตกต่างกันไป ความเป็นจริงมี แนวโน้มที่จะทำให้เราสามารถเสริมสร้างสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้กับ เรา มากกว่าที่จะปล่อยให้มันสูญสลายหายไป เรามีพลังเท่ากันอยู่ จำนวนหนึ่งทุกคน แล้วเหตุใดเราจึงไม่ประสบความสำเร็จ? แต่มัน ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องรารวยในความหมายของเงินทอง กันหมดทุกคนด้วย พลังงาน ความสำเร็จ และเสียงหัวเราะสิ่งที่มีความจำเป็นสำหรับความสำเร็จนั้นมีอยู่มากแต่มี อยู่สิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก ขนาดที่ว่าสิ่งอื่นๆ จะพังครืนลงหมดหากไม่ มีมัน แล้วผู้ที่ประสบความสำเร็จจะได้รับแรงกระตุ้นจากเสียงกระซิบ บอกข้างในให้ทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ให้รู้ตัวว่าเขาทำได้ เขาอาจจะไม่รู้ ชัดเจนเสียทีเดียวว่ามันคืออะไร แต่เขาทราบดีว่ามันมีอยู่ และ สามารถลงมือต่อยอดบนความเชื่อนั้น ทำสิ่งที่ดูเหมือนไม่มีวันเป็น ไปได้สำหรับคนอื่น ให้เสร็จสิ้นลงได้ ความมุ่งมั่นที,มีอยู่ภายในนี้ ครั้งหนึ่งเคยถูกปลูกฝังอย่างเหนียวแน่นอยู่เป็นนิสัยของบางคน ซึ่ง ไม่มีสิ่งใดเข้าทำร้ายหรือทำลายลงได้ องค์ประกอบนี้คือพลังงาน พลังงานของจิตใจที่ควบคุมร่างกายบุคลิกภาพ คือ แรงดึงดูดที่สร้างเสน่ห้ในหมู่ผองเพื่อนและใน ขณะเดียวกันก็สามารถทVIห้คู่ต่อล้นั้าตาแอบไหลอยู่ข้างในได้เช่นกัน สตรีที่เปราะบางอย่าง โจน ออฟ อาร์ค มีชัยชนะจากการล้รบในกอง บัญชาการทหารของเธอ ประวัติศาสตร็ใม่น้อยได้ถูกจารีกจากเหตุ- การณ์ที่คนที่มีบุคลิกภาพที่แข็งแกร่งเปลี่ยนความพ่ายแพ้  เรือยางสูบลม ด้วยการ นำทหารของตนย้อนกลับเข้าสู่การต่อล้อีกครั้ง และได้ชัยชนะในที่สุดบุคลิกภาพที่สมบูรณ์พร้อม” เป็นเป้าหมายของการพัฒนา ตนเอง ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ แต่บุคลิกภาพไม่ได้ถูก ลัดว่าเป็นบุคลิกภาพที่สมบูรณ์พร้อมไปเสียหมด บางครั้งมันแสดง ออกถึงความไม่ซื่อและอันธพาลทางใบหน้าของคนแม้จะพยายาม ซ่อนไว้ก็ตาม ดังนั้น ไม่ใช่บุคลิกภาพทั้งหมดที่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น เราจะพูดถึงเพียงบุคลิกภาพประเภทสมบูรณ์พร้อมเท่านั้น โดยที่ เป้าหมายที่สำคัญที่สุด คือ ต้องครอบครองมันให้ได้ บุคลิกภาพเกิด มาจากคุณสมบัติจำนวนมากที่แตกต่างกันในแต่ละคน บุคลิกภาพที่ สมบูรณ์นั้นจำเป็นต้องมีการดูแลให้พัฒนาการคงที่และปกป้องอย่าง สม1าเสมอไม่ให้ได้รับการทำร้าย ซึ่งสิ่งเหล่านี้หาซื้อไม่ได้ในตลาดสด มันจะต้องสร้างขึ้นทีละนิด และแล้วมันจะค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่ง ของเราไปเองโดยปริยายบุคลิกภาพจะไม่เป็นบุคลิกภาพที่สมบูรณ์ใต้ หากมันไม่ ได้ให้ความสงบแก่เรา หากเราละเลยความสงบทางร่างกาย เรา จะดึงความสงบทางจิตใจลงตาไปด้วย และจะเกิดขึ้นเซ่นเดียวกับ ความสงบทางจิตวิญญาณ เรือยางไวนิล  และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้บุคลิกภาพ จะต้องได้รับการปกป้องรักษาต่อการบุกรุกอย่างสมาเสมอ แต่สิ่ง เหล่านี้จะแก้ไขได้ด้วยวัตถุประสงค์ แผนการ และพลังที่เกิดจาก ความมุ่งมั่นซึ่งจะทำหน้าที่ป้องกันให้โดยอัตโนมัติ และเมื่อมีสิง เหล่านี้แล้ว หน้าที่ที่เหลือคือเพียงทำให้มันเป็นล่วนหนึ่งของตัวตน ของเราอย่างเป็นธรรมชาติ และสวมใส่มันเหมือนอาภรณ์โดยไม่รู้ตัว ตราบจนถึงลมหายใจสุดท้ายของชีวิต

เรือยาง

ข้อกำหนดและหลักการในการเล่นกีฬาแบบโหนทำให้สุขภาพดีตามลำดับ

“เป็นเทพเจ้าของชนเผ่าแต่ละชนเผ่าในแต่ละทวีป…ฯลฯ สิงเหล่านีจะดู ตลก,น่าขัน,ไม่ต่างอะไรไ.ปจากจินตนาการ’เลอะๆ เลือนๆ,ขาดนํ้าหนัก ความมีเหตุมีผลเกินกว่าที่จะให้การยอมรับถึงความเป็นไปได้หรือไม่? เพียง ใด? ก็แล้วแต่…แต่คำตอบเหล่านี้นี่แหละที่ทำให้มนุษย์แต่ละกลุ่ม แต่ละเผ่า  บาร์โหนเพิ่มกล้าม แต่ละซีกโลกสามารถดำรงตัวตนของตนให้เกิดความกลมกลืนไปกับผู้อื่น และกับสภาพแวดล้อมในแต่ละยุคแต่ละสมัยมาได้เป็นขั้นๆ…และเป็นสิ่ง ที่ดำเนินควบคู่มากับ “วิทยาศาสตร์” มาโดยตลอด ไม่ได้เป็นสิ่งที่ขัดแย้ง แตกแยก หรือถูกทำให้ตัดขาดออกจากกันและกันแม้แต่น้อย…ตรงกัน ข้าม…มันกลับพัฒนาควบคู่กันและกันมาโดยเสมอๆ…ในขณะที่ซาวอียิปต์ได้ให้คำตอบ-คำอธิบายถึงความเป็นมาของ จักรวาล,โลก,และความเป็นมาของมนุษย์ ว่าจักรวาลนั้นบังเกิดขึ้นมาจาก “ความมีระเบียบ” ที่ถูกจัดสร้างเอาไว้โดยเทพเจ้าองค์หนึ่งที่เรียกกันว่า “มา’แอท”จนทำให้เกิดโลกและดวงดาวต่างๆ โคจรไปตามวิถีทาง ของตัวเองอย่างเป็นกฏเป็นเกณฑ์ และเทพเจ้าที่มีชื่อว่า “ปทาห์” (กเอเา)ได้ ใช้ดินเหนียวสีแดงที่มีอยู่ดาษดื่นในอียิปต์ ปันมนุษย์คนแรกออกมาใน แบบเดียวกับช่างปันหม้อ ฯลฯ จินตนาการและแนวคิดที่เป็นไปใน ลักษณะเช่นนี้ ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดอุปสรรคใดๆ กับชาวอียิปต์ในการคิดค้น สิ่งประดิษฐ์และพัฒนาความรู้ในด้านวิทยาศาสตร์แม้แต่น้อย ชาวอียิปต์ กลับสามารถเรียนรู้ถึงวงโคจรของดาว “โซทิส” และ “ซิริอุส” จนนำมา เปรียบเทียบกับวงโคจรของดวงอาทิตย์ก่อให้เกิดระบบการกำหนดช่วง ระยะครบรอบปีแบบที่เรียกกันว่า “โชติค ไซเคิล”(Sothic Cycle) ขึ้นมา ได้…นำไปสู่การจัดสร้างปฏิทินจำนวนเวลา 365 วันต่อปี,รู้จักการประดิษฐ์ นาพักาแดด,พัฒนาความรู้ด้านคณิตศาสตร์และเรขาคณิตไปจนถึงการนำ ค่าน, สามารถถลุงโลหะ, บาร์โหเพิ่มความสูง ทำแก้วสี,ทำกระดาษปาปิรุล,พัฒนาวิชาการ แพทย์ถึงขั้นรู้จักการผ่าตัดกะโหลกศีรษะ,พัฒนาความรู้ทางด้านตถาคตทั้งหลายจะไม่เกิดขึ้นก็ตาม ธรรมธาตุนั้น ตั้งอยู่แล้วนั้นเทียว…”สิ่งที่ว่านั้ถูกอธิบายเอาไว้ว่า เป็นสิงที่มีรูปร่างลักษณะเกินกว่าที่ มนุษย์สามารถจะจินตนาการรับรู้ได้เซ่นเดียวกับพระผู้เป็นเจ้าในคำ อธิบายของศาสนาอิสลาม เป็นสิ่งที่มีความสว่างอย่างหาที่สุดไม่ได้แต่ เป็นความสว่างที่มนุษย์มองไม่เห็นไม่ต่างไปจากคำอธิบายถึงสถานะของ พระเจ้าในศาสนาคริสต์อีกเซ่นกัน เป็นธาตุที่มนุษย์ไม่เคยรู้จัก แต่ธาตุ ชนิดนี้สามารถแผ่ไพศาลไปในทุกพื้นที่ทั่วทั้งจักรวาล แฝงฝังอยู่ในจุลชีพ เล็กๆ ไปจนถึงวัตถุสสารที่ไม่มีชีวิต…???และสิ่งที่ว่านี้ถูกนำมาเกี่ยวพันกับสรรพสิ่งทุกสรรพสิ่งที่อุบัติขึ้นมา ข้อศอกเสื่อม ในจักรวาล ก็ด้วยการสรุปถึง “กฎเกณฑ์” บางอย่างที่ครอบคลุมไปยัง สรรพสิ่งทุกสรรพสิ่งในจักรวาลโดยไม่มีฃ้อยกเว้น กฎเกณฑ์ที่ควบคุม บังคับในทุกสิ่งที่อุบัติขึ้นมา กลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถดำรงความคงทน ถาวรของตัวมันเองเอาไว้ได้อย่างเป็นอมตะนิรันดรกาล หรือล้วนแล้วแต่ จะต้องเปลี่ยนแปลงและเสื่อมสลายไป แตกต่างไปจากสิ่งที่ “มีอยู่ก่อน หน้าสิ่งทั้งปวง” อันเป็นสิ่งที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาหรือไม่มีใครสร้าง เป็นสิ่ง ที่ไม่เกิด ไม่มีความเปลี่ยนแปลง และไม่มีความสูญสลาย…การที่จักรวาลทั้งจักรวาลอุบัติขึ้นมาและตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ เซ่นนี้ด้วยกันทั้งสิ้น จึงเป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงร่องรอยของสิ,งที่มีอยู่ก่อน หน้าที่จะมีอุบัติการณ์ของจักรวาล หรือสิ่งที่อยู่เหนือไปจากกฎเกณฑ์เหนือ  อุปกรณ์ออกกำลังกาย ธรรมชาติ ว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง และเกี่ยวพันกับกระบวนการเกิด, กระบวนการเปลี่ยนแปลง,ไปจนถึงกระบวนการแตกดับหรือเสื่อมสลายหรือ มีผลทำให้การอุบัติขึ้นมาของสรรพสิ่ง,การเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการของ สรรพสิ่ง และการสูญสลายไปของสรรพสิ่ง…เป็นไปอย่างมีระเบียบ แบบแผนที่แน่นอน ไม,ใช่เป็นไปโดย “ความบังเอิญ” หรือเป็นอุบัติเหตุที, สะเปะสะปะ ไร้ทิศทาง หรือไร้กฎเกณฑ์กันมาตั้งแต่แรก….

บาร์โหน

ฟันคือสิ่งที่แข็งที่สุดในร่างกายมนุษย์ซึ่งมีความแข็งมากกว่ากระดูก

เรื่องราวการค้นพบดังกล่าวในปีค.ศ.1845 ในหนังสือที่ซือว่า “การวิจัยแม่ เหล็ก ฯลฯ อันเกี่ยวฟันกับพลังชีวิต” (Reseaches On Magnetistmetc เท Relation To Vital Force) แต่ทันทีที่งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการเผยแพร่ บรรดา ผู้คนที่มีชื่อเสียงและมีอำนาจในวงการวิทยาศาสตร์ขณะนั้น ได้แสดงออก บาร์โหนเพิ่มความสูง  ถึงความเป็นปฏิปักษ์กับเขาและต่อต้านงานค้นคว้าดังกล่าวอย่างหนักหน่วง บางรายสรุปว่าบรรดาเรื่องราวที่ดูลึกลับซับซ้อนเหล่านี้ไม่ได้มีอะไรมากมาย ไปกว่า “การสะกดจิต” คนไข้ หรือเป็นสิ่งที่ไม่มีคุณค่าทางวิทยาศาสตร์ใดๆ เลย ปฏิกริยาต่อต้านดังกล่าว ทำให้ “ไรเชนป’ค” ถึงกับต้องล้มเลิกที่จะ สนใจเรื่องราวที่เกี่ยวฟันกับ “พลังลึกลับเหนือธรรมชาติ” ใดๆ อีกต่อไป หัน กลับไปค้นคว้าเรื่องราวทางด้านเคมีและโลหะวิทยาอันเป็นวิทยาศาสตร์ แขนงที่เขาถนัดดังเดิม…ในปีค.ศ.1869 “วอลเตอร์ จอห์น คิลเมอร์” นายแพทย์แห่งโรง พยาบาลเซ็นต์โธม่ส ประเทศอังกฤษ ผู้ชื่งเคยมีซื่อเสียงมาจากการประดิษฐ์ “หม้อเก็บปลอดเชื้อ”ให้กับโรงพยาบาลต่างๆ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ อำนวยการแผนกรังสีเอ็กซ์ของโรงพยาบาลที’เพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่ จาก บทบาทหน้าที่ดังกล่าวทำให้เขาเริ่มให้ความสนใจกับรังสีบางอย่างที่มอง ไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่เป็นรังสีที่มักจะปรากฏอยู่รอบๆ ร่างกายของสิ่งมี ชีวิตในธรรมชาติไม่ว่าต้นไม้,สัตว์,หรือมนุษย์..หลังจากได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการแผนกรังสีเอ็กซ์ของโรง พยาบาลมาถึง 15ปี และทำการค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้มาโดยตลอด เขาจึงได้ตีพิมพ์ผลงานการค้นคว้าดังกล่าวในปีค.ศ.1912 โดยเรียกรัศมีที่ ปรากฏอยู่รอบตัวของสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติเหล่านี้ว่า…“บรรยากาศ รอบๆตัวคน” (The Human Atomosphere) แต่แม้นว่า “คิลเลอร์” พยายาม อย่างที่สุดแล้วที่จะไม่ทำให้ผลงานการค้นพบของเขานั้นดูเป็นการค้นพบ  บาร์โหนเพิ่มกล้าม “สิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ” หรือ “ไม่เป็นวิทยาศาตร์” แต่เขาก็ยังคงได้รับ ปฏิกริยาต่อต้านที่ดุเดือดรุนแรงจากผู้คนในวงการวิทยาศาสตร์ด้วยกัน อย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนิตยสารการแพทย์อังกฤษ (The British Medical Jornal) ที่ออกโรงโจมตีผลงานค้นคว้าของ “คิลเมอร์” อย่างรุนแรง จนท้ายที่สุดเขาต้องตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการแผนกรังสี ของโรงพยาบาลเซ็นต์โธนัส และกลับไปดำเนินชีวิตเงียบๆ อยู่ในชนบท อังกฤษกับน้องชาย จนเสียชีวิตในปี ค.ศ.1920ในปีค.ศ.1880 นักชีววิทยาชาวออสเตรีย ชื่อว่า “พอล แคมเมอเรอ” ได้นำเอา “คางคก” ชนิดหนึ่งซึ่งเป็นคางคกที่ลับคู่ผสมพันธุกันบนบก ต่าง ไปจากคางคกโดยปกติที่จะลับคู่ผสมพันธุกันในน้า และเป็นคางคกที่ไม่มี “แผ่นสีมืด” หรือที่เรียกกันว่า “แผ่นผสมพันธุ” บริเวณฝ่าเท้าและบนนิ้ว เพื่อช่วยในการเกาะเกี่ยวของตัวผู้ในระหว่างผสมพันธุกับตัวเมียในนํ้า แบบคางคกปกติ…แต่เป็นคางคกที่ตัวผู้จะเก็บไข,ของตัวเมียและนำติดตัว ไปด้วย จนมีชื่อเรียกกันว่า “คางคกหมอตำแย” (The Midwife Toad)เ,ขา ได้นำเอาคางคกชนิดนิ้มาลองผสมกันในน้ำแทนที่จะผสมพันธุบนบกตาม พฤติกรรมเดิมๆ ของมัน และภายหลังจากการทดลองผสมพันธุคางคก ชนิดนี้ในน้าในหลายชั่วอายุของคางคก ก็พบว่าคางคกชนิดตังกล่าวกลับ สามารถสร้าง “แผ่นผสมพันธุ” ขึ้นมาเองได้ อันกลายเป็นสิ่งที่คัดค้านกับ แนวคิดในทฤษฎี “ดาร์วิน” อย่างชัดเจน โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่าสภาพ แวดล้อมหรือนิสัยของสิ่งมีชีวิตนั้นไม่มีอิทธิพลต่อ “ยีน” ที่อยู่ในเซลล์ สืบพันธุของสิ่งมีชีวิตใดๆ เลย…ภายหลังจากผลการทดลองวิจัยของ “แคมเมอเรอ” ถูกตีพิมพ์เผย แพร่ ปฎิกริยาต่อต้านโจมตีต่อผลงานของเขาก็เกิดขึ้นทันที และเต็มไป ด้วยความหนักหน่วงรุนแรงอย่างสาหัส นอกจากจะมีการระบุว่าผลงาน ตังกล่าวเต็มไปด้วยความฉ้อฉล หรือมีความไม่ซื่อตรงในการทดลองตัง กล่าวแล้ว นักวิทยาศาสตร์บางรายยังถึงกับกล่าวหาว่าการเกิดขึ้น “ว่าด้วยอิทธิพลของดาวเคราะห์ที่มีต่อร่างกายของมนุษย์” (Deplanetarium Influxu) เอาไว้ในปีค.ศ.1734 ได้หันมาให้’ความสนใจสิ่งประดิษฐ์ชิ้นหนึ่งคือ “ อุปกรณ์ฟิตเนส แผ่นแม่เหล็ก” สำหรับรักษาคนไข้ ที่บาทหลวงคณะเจซูอิตชาวฮังการีชื่อ ว่า “แม็กซิมิเลียน เฮลล์”ประดิษฐ์เอาไว้ก่อนหน้านี้…“ฟรานซ์ เมสเมอร์” ได้ทดลองนำเอาสิ่งประดิษฐ์ที่ว่านี้มาทดสอบ ในการรักษาคนไข้ของเขาเอง และปรากฏว่าผลการรักษานั้น ให้ผลเป็นที่ น่าพอใจไม่น้อย จนทำให้เขาทุ่มเทที่จะค้นคว้าเรื่องราวความลึกลับเกี่ยว กับพลังแม่เหล็กนี้ต่อไป จนเกิดข้อสรุปว่า..ไม่เพียงแต่พลังแม่เหล็กทีมอยู่ ในรูปร่างลักษณะของโลหะเท่านั้น แต่ในสิ่งมีชีวิตต่างๆ เช่นคนหรือสัต

บาร์โหน

แหกคุกวิทยาศาสตร์และรหัสลับดาวินชี

จริง”…ชีวิตจริง…ที่ “ความ คิด” หรือ “ความจำ” ใดๆ ก็ดูจะไม่ได้เป็นสิ่งที่สามารถนำเอาไปใช้ ประโยชน์กับวิถีทางของใครต่อใครได้มากนักส่วนใหญ่แล้วมักจะต้องอาศัย “สัญชาตญาณแบบสัตว์” ที่ต่างฝ่ายต่างก็ต้องดิ้นรนเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด ในลักษณะที่ไม่ต่างไปจากแนวความคิดในทฤษฎีวิวัฒนาการของ “ดา!วิน”  ไล่หนูไฟฟ้า นั่นเอง…นั่นก็คือ “ผู้ที่แข็งแรงกว่าย่อมอยู่รอด…ผู้ที่อ่อนแอกว่าย่อมต้อง ถูกขจัดออกไป…”อย่างไรก็ตาม…สำหรับเด็กฝรั่งที,ว่ากันว่ามักถูก “สอนให้คิด” นั้น…เรื่องราวต่างๆที่ “ดา!วิน” ได้ค้นคิดเอาไว้ ก็ดูจะสร้างความปวดหัว ให้กับเด็กฝรั่งที่ชื่อว่า “จูเลีย” ลูกสาววัย 9 ขวบของนักเขียนนักค้นคว้า เรื่องราวทางวิทยาศาสตร์รายหนึ่งชื่อว่า “ริซาร์ด มิลตัน”“ความคิด” …ที่นำไปสู่การตั้งคำถามขึ้นมาในสมองของเด็กอายุ 9 ขวบว่า…“คุณพ่อค่ะ…ผีเสื้อกับช้างนี่…สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน จริงหรือคะ…???”ส่งผลให้คุณพ่อรายนี้ถึงกับต้องอุทิศเวลานับ 10 ปี ในการค้นคว้า หาข้อมูลต่างๆ เทือทีจะตอบคำถามของลูกสาว และคำถามของใครต่อ ใครอีกไม่น้อยที่มีต่อทฤษฎีวิวัฒนาการของ “ดารวิน” จนกลายเป็น หนังสือเล่มหนาๆ ทีมีชือว่า “Shattering The Myths Of Darwinism” ทีคุณ!,ครอวลย เทยงธรรม” เคยน,ปลออทมาเปนภาษาไทยใ’นชืดูคุ!ๅ “ล้างตำนานลัทธิดารวิน” ไปเมือ 4-5 ปีที่แล้วสำหรับผมนั้น…แม้นว่าจะถูก “สอนให้จำ” กันมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ เรื่องราวต่างๆ ของ “ดาร์วิน” ก็เข้ามาพัวพันกับประสบการณ์ชีวิตของผม จนทำให้จำเป็นจะต้อง “คิด” อยู่ไม่น้อย เพราะสภาพชีวิตในสังคมสมัย  กำจัดหนู ใหม่แทบทุกสังคม ที่ต่างก็ต้องมีการดิ้นรน,ยื้อแย่ง, แข่งขันเพื่อการอยู่รอด ไม่ต่างอะไรไปจากสงมีชีวิตภายใต้ทฤษฎีของดาร์วินนั่นแหละ ที่ทำให้ อิทธิพลของ “ลัทธิดาร์วิน” มีส่วนครอบงำความรู้สึกนึกคิดของผู้คนใน สังคมแต่ละสังคมไม่น้อยทีเดียว…พรรคพวกรายหนึ่งของผม ที่ในอดีตเคยเป็น “นักเขียนเรื่องสั้น” ชื่อดัง นามว่า “สุวัฒน์ ศรีเชื้อ” และต่อมาได็วิวัฒนาการมาเป็นผู้ กำกับภาพยนตร์แนวซาดิสต์ภายใต้ชื่อ “ทรนง ศรีเชื้อ” นั่นแหละ ในช่วง วัยหนุ่ม…ภายใต้สภาพสังคมที่เต็มไปด้วยการดิ้นรนต่อล้กันในทางการเมือง- เศรษฐกิจอย่างรุนแรงภายหลังเหตุการณ์ “14 ตุลาคม พ.ศ. 2516” สุวัฒน์ ถึงกับเคยวาดภาพจินตนาการของผู้คนกลุ่มต่างๆ ในสังคมเอาไว้ในเรื่อง สั้นเรื่องหนึ่งแบบน่าตื่นตะลึงเอามากๆ เช่นบรรดา “นักเดินขบวน” ที่ ดิ้นรนต่อล้ด้วยการเดินขบวนประท้วงใครต่อใครจนเป็นกิจวัตร ที่ไม่นาน ไม่ช้า…อวัยวะที่ไม่ค่อยได้ใช้งานค่อยๆ หดหายเหลือแต่อวัยวะที่ใช้ในการ ต่อล้ดิ้นรนตามแนวทางวิวัฒนาการ จนตัวตนของแต่ละคนเหลือสภาพ อยู่เพียงแค่ “ ดักหนู ข้อเท้า” ที่ยํ่าเดิน1ไปมาอยู่บนท้องถนน “ปัญญาชน” ที่ใช้ สมองค้นคิดข้อความปลุกระดมขีดเขียนแถลงการณ์ในการต่อล้ประท้วง กันเป็นหลักก็ค่อยๆ วิวัฒนาการจนในท้ายที่สุดตัวตนของตนเหลืออยู่14 แดกคุกวิทยาศาสตร์ ล้างตำนาน…ดารวัน เพียง “สมอง” ก้อนเบ้อเริ่มเทิ้ม กับมือสองข้างที่เอาไว้ขีดเขียนสิงต่างๆ ที่ ทะลักออกมาจากสมอง ส่วนบรรดา “นักรัก” ที่ไม่สนใจเริ่องราวของ ลังคมหรือของใครต่อใครทั้งนั้น วันๆ เอาแต่แสวงหาความสุข

เครื่องไล่หนู

นักบวชคนหนึ่งได้บวชมาเป็นเวลานานต่อมาได้เป็นเศรษฐีเรือยางในที่สุด

นักบวชเซนมองไปทางชายหนุ่มที่นั่งนิ่งแล้วเอ่ยถาม “แล้วโยม อยากจะทำอะไร”ผมเห็นว่าพ่อขายผัก ผมอยากจะปลูกผักครับ ปลูกผักได้ก็ เอาผักมาให้พ่อขาย เมื่อได้เงินมาก็เอามาซื้อที่ดินเพิ่ม แล้วปลูกผัก เพิ่มก็จะขายผักได้เงินเยอะขึ้น หลังจากนั้นผมจะเปิดร้านผักเพิ่มครับ”
“โยมมีความคิดดี รู้จักวางแผน  เรือยางสูบลม เช่นนั้นก็ทำตามที่โยมคิดเถิด อาตมาคิดว่าจะทำให้ให้โยมประสบความสำเร็จในชีวิต”หลายเดือนผ่านไปพ่อค้าผักมาพบกับนักบวชเซนอีก “เป็นยัง ไงบ้าง ลูกชายปลูกผักไปถึงไหนแล้ว” นักบวชเซนถามความคืบหน้า“ลูกชายผมยังไม่ได้เริ่มลงมือปลูกผักเลยครับ พอกลับไปก็คิด ว่าปลูกผักขายอาจจะไม่รํ่ารวย จึงคิดที่จะทำอย่างอื่น แล้วก็บอกผม ว่าอยากจะหมักเหล้าขาย เพราะคนชอบกินเหล้า น่าจะทำให้เป็นเศรษฐี ได้เร็วครับ แต่เมื่อวานนี้มาบอกกับผมว่าอยากจะเปิดร้านขายผ้า หลวง พ่อเห็นว่าความคิดของลูกชายผมเป็นยังไงบ้างครับ จะไปรอดไหม”นักบวชเซนไม่ตอบอะไร แต่ขอให้พาลูกชายมาค้างที่วัดลักสาม วัน รุ่งขึ้นพ่อค้าผักก็พาลูกชายมาพบกับนักบวชเซนหลวงพ่อมีอะไรจะชี้แนะผมหรือครับ”“อาตมาไม่มีอะไรจะซื้แนะโยมหรอก แต่อยากจะให้โยมพบ กับคนคนหนึ่ง” นักบวชเซนพาลูกชายพ่อค้าผักไปพบกับซาวนาแก่ๆ  เรือยางไวนิล ผู้หนึ่งที่ทำนาอยู่ไม่ห่างจากวัดมากนัก “อาตมาอยากให้โยมอยู่ที่นี่ลัก สามวัน อาตมาเชื่อว่าชาวนาคนนี้อาจจะทำให้โยมพบกับคำตอบที่กำลัง ตามหา ว่าโยมควรจะทำอะไร”แนะนำข้าว่า ข้าควรจะทำอะไรดี ข้าเอาความคิดของข้าไปถามท่าน ครั้งแล้วครั้งเล่า วันนี้คิดแบบหนึ่ง พรุ่งนี้คิดแบบหนึ่ง วันต่อไปก็คิด แบบหนึ่ง เป็นเช่นนี้อยู่นาน แล้ววันหนึ่งอดีตเจ้าอาวาสก็ถามข้าด้วย คำถามที่ข้าถามเจ้าเมื่อสักครู่ ว่าตอนนี้ข้าทำอะไรแล้วหรือยัง ข้าก็ ส่ายหน้าแบบเดียวกับเจ้านี่ละ”ซาวนามองหน้าชายหนุ่มแล้วถามคำถาม “แล้วทีนี้เ’จ้ารู้แล้ว หรือยังว่าเจ้าควรจะทำสิ่งใด”ข้ารู้แล้วครับ ข้าควรจะลงมือทำ ไม่ใช่เอาแต่คิด ขอบคุณ สำหรับคำชี้แนะที่ดีที่สุด” ชายหนุ่มกลับบ้านและเริ่มต้นลงมือปลูกผัก ที่เป็นความคิดแรกของเขาการทคดและวางแผนล่วงหน้าเป็นเรื่องที่ดี แต่ความคิดจะ ปราศจากซึงประโยชน์ถ้าไม่ลงมือทำ เมื่อคิดแล้วลงมือทำตามสิ่งที่คิด เราถึงจะรู้ได้ว่าความคิดของเรานั้นเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี แต่ถ้าคิดแล้ว เอาแต่คาดเดาผลที่เกิดแทนที่จะลงมือทำ ความคิดนั้นต่อให้เป็นความ  เรือยางลำใหญ่ คิดที่ดีแค่ไหนก็เป็นความคิดที่ไร้ประโยชน์นกบวชเซนรูปหนึ่งกำลังทำความสะอาดลานวัดอยู่ เมื่อทำ ความสะอาดเสร็จก็กลับเข้ากุฏิเพื่อปฏิบัติธรรม แต่เมื่อถึงกุฏิก็พบว่า มีโยมพ่อค้าขายผักที่สนิทคุ้นเคยกันพาลูกชายมารอพบโยมมาหาอาตมามีธุระอะไรหรือเปล่า ทำไมมาแล้วถึงไม่ไป เรียกอาตมาล่ะ”ผมเกรงว่าจะเป็นการรบกวนหลวงพ่อขอรับ วันนี้ผมพาลูกชาย มาฝากตัวเป็นศิษย์ อายุจะยี่สิบแล้ว อยากให้หลวงพ่อช่วยสอนว่า ทำยังไงอนาคตถึงจะก้าวหน้าครับ”“เรื่องนั้นทำไมโยมไม่ถามลูกชายเองละว่าเขาอยากจะทำอะไร”ถึงผมถามไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกครับ ผมเป็นแค่พ่อค้าขาย ผัก คงให้คำแนะนำอะไรดีๆ ไม่ได้”

เรือยาง

ทัศนะคติในทางวิทยาศาสตร์มีทั้งปฎิบัติและทฤษฏี

หนึ่ง ที่ถูกอ้างกันในนาม “ทัศนคติแบบวิทยาศาสตร์” หรือทัศนคติที่ก่อ ให้เกิดรากฐานของทฤษฎี “ดาร์วิน” ขึ้นมานั่นเอง…ซึ่งถ้าหากเป็นไปเช่นนั้น…โดยความพยายามเช่นนี้นึ่เองที่ทำให้บรรดา “ผู้พิทักษ์วิทยาศาสตร์” จึงมีสภาพไม่ต่างไปจากผู้ที่วิทยาศาสตร์โค่นล้ม ลงไปนั่นเอง นั่นก็คือไม1ต่างอะไรไปจากพวก “พระยุคมืด” ห่วงยางแฟนซี ที่พยายาม บังคับให้ใครต่อใครยึดมั่นอยู่กับ “ทัศนคติทางศาสนา” ที่อาจจะแตกต่าง ไปจาก… “ความจริงทางศาสนา” กันแบบคนละเรื่องก็ได้…ใน “นิทานสำหรับเด็ก”…การที่ “เจ้าชาย” องค์ที่หนึ่งจะ วิวัฒนาการกลายไปเป็น “กบ”…หรือ “กบ”จะวิวัฒนาการกลายไปเป็น “เจ้าชาย”…สิ่งเหล่านี้คงไม่จำเป็นจะต้องใช้เวลานับเป็นล้านๆ ปีกว่าที่จะ เกิดความเป็นไปได้ เพราะอย่างน้อยที่สุด เด็กๆ ก็ยังพอจินตนาการนึกถึง ภาพพลังอำนาจวิเศษของ “แม่มด” ผู้สามารถดลบันดาลให้สิ่งเหล่านี้ให้ เป็นไปตาม “คำสาป” ในขณะเดียวกันก็สามารถนึกถึงภาพพลังอำนาจ แห่งความรักของ “เจ้าหญิง” ที่ล่งผ่านมากับรอยจุมพิต…วิวัฒนาการใน แบบที่ว่าก็สามารถเกิดขึ้นได้ในแบบฉับพลัน-ทันที…ห่วงยางเป่าลม การให้คำตอบว่าเหตุใด “นกแก้ว” หรือ “นกยูง” ถึงมีสีสันสวยสด งดงามได้อย่างไม่น่าเชื่อ ในขณะที่ “อีกา” กลับมีสีดำสนิทเพียงแค่สีเดียว104 เแๆกคุกวิทยาศาสตร์ ล้างตำนาน…ดารวันก็คงไม่ใช่เรื่องยากนัก เมื่อลองจินตนาการไปถึงครั้งที่ “นางฟ้า” หอบจาน สีและพู่กันลงมาจากท้องฟ้า บรรดาสัตว์ต่างๆ รวมไปถึงดอกไม้นานาพรรณ ที่แห่’ไปต้อนรับนางฟ้ากันเป็นกลุ่มแรกก็,จึงกลายเป็นสีที่สวยสดหลาก หลายไปด้วยสีสัน แต่ “อีกา” ที่เดินทางไปหานางฟ้าเป็นตัวล่าสุด ใน ขณะที่จานสีของนางฟ้าหมดเกลี้ยงไปแล้ว เหลือแต่ “สีดำ” เท่านั้น…ความ ผิดแผกแตกต่างกันของสรรพสิงในโลกนี้ จึงไม่ถึงกับยากเกินกว่าการ จินตนาการซักเท่าไหร่นัก…หรือแม้กระทั่งไม่ต้องอาศัยพลังวิเศษของนางฟ้า,แม่มด,เจ้าหญิง เพียงแค่พลังแห่งความปรารถนาที่อยู่ในตัวของ “สุนัขจิ้งจอก” ตัวหนึ่ง ซึ่ง เคยหางกุดมาตั้งแต่ครั้งอดีต ในขณะที่ “กระต่าย” กลับมีหางเป็นพวง แต่ อยู่มาวันหนึ่งเมื่อกระต่ายตากหางตัวเองและลืมทิ้งเอาไว้ สุนัขจิ้งจอกที่ หลงใหลอยากจะมีหางเหมือนกับใครต่อใครเอามากๆ ก็เลยแอบขโมย หางกระต่ายมาต่อก้นตัวเอง…หางของจิ้งจอกก็เลยยังเป็นพวงมาจนถึงทุก วันนี้…ฯลฯแน่นอนว่า…ถึงแม้นจินตนาการเหล่านี้จะเป็นแค่การต่อเติมเสริม แต่งขึ้นมาโดยไม่ได้คิดจะให้เป็นเรื่องเป็นราวอะไร มากไปกว่าการเอาไว้ กล่อมเด็กให้นอนหลับกันได้ง่ายขึ้น หรือให้หลับฝันดีกันไปตามเรื่องตามราว แต่อย่างน้อยที่สุด.. แพยางเป่าลม .จินตนาการเหล่านี้ก็คงไม่ได้ “มีพิษ-มีภัย” หรือก่อให้ เกิดการนำไป “ทำร้าย-ทำลาย” ใครต่อใครกันมากนัก…และถ้าหากจะว่ากันให้ลึกลงไปแล้ว จินตนาการทำนองนี้ก็ไม่ได้มี อยู่แต่เฉพาะในหมู่เด็กๆ ความแปลกประหลาดพิสดารพันลึกเต็มไปด้วย สิ่งมหัศจรรย์ของสรรพสิ่งต่างๆ ที่อยู่รายรอบตัวมนุษย์ ไม่ว่าเด็กหรือ ผู้ใหญ่ก็ตามที มันมักทำให้ใครต่อใคร อดที่จะนำเอาสิ่งเหล่านี้ไป จินตนาการถึง “บางสิ่งบางอย่าง” ที่มีพลังวิเศษ มีอำนาจลึกลับพอที่จะ ดลบันดาลให้เกิดสภาพความเป็นไปของสรรพสิ่งต่างๆ ที่พบเห็นอยู่ราย

ห่วงยางเล่นน้ำ

ความประทับที่ได้ห่วงยางเล่นน้ำครั้งแรก

วันหนีงผู้ทีมาทำบุญทีวัดประทับใจในกลินหอมและความ งดงามของดอกเบญจมาศเป็นอย่างมาก จึงได้ขอต้นเบญจมาศกลับ ไปปลูกที่บ้านของตน พระอาจารย์เซนก็ให้ด้วยความเต็มใจเมื่อข่าวเรื่องพระอาจารย์ให้ต้นเบญจมาศแก่ผู้ที่ไปทำบุญที่ วัดแพร่กระจายออกไป รุ่งขึ้นก็มีคนมาขอต้นเบญจมาศจนที’วัดไม่มีต้น ห่วงยางเด็ก  เบญจมาศเหลืออยู่เลย สร้างความเสียดายให้แก,นักบวชรูปอื่นๆ ที่ ปฏิบัติธรรมอยู่ในวัดเป็นอย่างมาก“พระอาจารย์แจกจ่ายต้นเบญจมาศไปหมดแบบนี้ วัดของเรา ก็ไม่มีดอกเบญจมาศเอาไว้เชยซมสิขอรับ ที,จริงแล้วน่าจะปลูกเอาไว้ที่ วัดมากกว่า”“จริงอยู่ที่เบญจมาศทำให้วัดแห่งนี้รื่นรมย์ แต่เจ้าลองนีกดูสิ ว่าเมื่อเวลาผ่านไปดอกเบญจมาศที่ชาวบ้านเอาไปปลูก ก็จะเติบใหญ่ และแพร่พันธุเต็มทั่วหมู่บ้านและบริเวณรอบๆ ไม่ช้ากลิ่นของดอก เบญจมาศก็จะส่งมาถึงที่วัดนี้เช่นเดิม หากอาตมาหวงเก็บเอาไว้แต่ เพียงผู้เดียว เบญจมาศก็จะมีอยู่แต่ภายในวัดนี้เท่านั้น กลิ่น เบญจมาศก็คงไม่สามารถส่งไปถึงคนทั่วทั้งหมู่บ้านได้ แต่ถ้าเรารู้จัก แบ่งปันกลิ่นของเบญจมาศก็จะไปถึงได้ทั่วทุกที่”“ แพยางเป่าลม และถึงแม้ว่าดอกเบญจมาศจะทำให้เรามีความสุข แต่ก็เป็น ความสุขที่ไม่คงทน แม้การให้จะทำให้เราไม่เหลืออะไรเลยก็ตาม แต่ก็ ทำให้ใจเป็นสุข และเป็นความสุขที่คงทนถาวร”48 สJ3วงสฅิ เโจ!)มปัญญา ด้วยใเทาใน’ซ’น, พระอาจารย์เซนรูปหนึ่งท่านมักจะออกธุดงค์เป็นประจำ และ ในการออกธุดงค์ครั้งล่าสุดพระอาจารยํใต้นำเอาดอกเบญจมาศต้นเล็กๆ กลับมาด้วยหนึ่งต้น พระอาจารย์บรรจงปลูกต้นเบญจมาศลงดินไว้ที่ สวนของวัด เวลาผ่านไปสามปี จากดอกเบญจมาศต้นเล็กๆ ก็เติบ ใหญ่และขยายพันธุ้ไปทั่วบริเวณ ทำให้วัดเซนแห่งนี้หอมตลบอบอวล ไปทั่วพุทธศาสนิกชนที่แวะเวียนมาที่วัดต่างก็พูดกันปากต่อปากถึง วัดที่มีกลิ่น,หอม มักบวชที่ปฎิปติธรรมอยู่ในวัดต่างก็ชื่นชมและชมชอบ กลิ่นของเบญจมาศ เทนอนทรืฮแ(ทฌท่างนกบวชเซนรูปหนึ่งศึกษาพระธรรมคำสอนมาก็นาน แต่ก็ยัง ไม่เข้าใจในเรื่องของจิตและใจ ว่าทั้งสองอย่างนี้เหมือนหรือแตกต่าง กันเซ่นใด เพราะต่างก็มืความหมายอย่างเดียวกัน แต่กลับใช้ไม่เหมือน กัน พยายามครุ่นคิดอยู่หลายวันแต่ก็คิดไม่ตก จึงถามพระอาจารย์  สระน้ำเด็ก เพื่อหาความกระจ่างพระอาจารย์ครับ เซนคือการศึกษาและแกฝนใจ แต่เมื่อใจ ถูกขัดเกลาแล้ว กลับใช้คำว่าจิต ที่สุดแล้ว ใจและจิตต่างกันอย่างไร ขอรับ”ทั้งสองไม่แตกต่าง แต่หากเจ้าเข้าถึงแก่นแท้ของใจ ทั้งสองก็ ย่อมแตกต่าง”

ห่วงยางเล่นน้ำ

เมื่อมีโรคภัยไข้เจ็บมาเยือนควรทำตังยังไง

อาจช่วยแบ่งเบาความเจ็บปวดนั้นได้ แม้แต่ยาแก้ปวดชนิดเข้มข้นก็ ไม่สามารถจะช่วยเหลือเขาได้จากการวิจัยของแพทย์ ก็ได้ผลมาว่า หากผู้ป่วยลองหันมาบก จิตด้วยการทำสมาธิ กำหนดลมหายใจเข้าออกจะช่วยให้จิตใจรู้สึก ผ่อนคลายและสงบลง ความเจ็บปวดที่มันแทรกซึมอยู่ทั่วทั้งความ รู้สึกมันอาจไม่หายไปหมดแต่อาจบรรเทาให้เบาบางลง การกำจัดหนู ได้ปกติแล้วร่างกายคนเราจะสมบูรณ์แข็งแรงก็ต้องมาจากการ รู้จักดูแลรักษา เช่น ทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะ พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสมาเสมอ การทำสมาธิก็ถือว่า เป็นอีกวิธี หนึ่งในการดูแลรักษาสุขภาพร่างกาย เพราะมีส่วนช่วยในเรื่องระบบ การไหลเวียนของเลือด มีผลทำให้ลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือด อุดด้น โรคเบาหวาน และระดับคอเลสเตอรอลในเลือดลดลงสุดท้าย…เมื่อพบทางแก1ข ความทุกข์ที่อยู่ในใจก็ จะเบาบางลงเปรียบเปรยว่า…หากสมาชิกในแจกัน หมั่นคอยเติมเต็มนํ้าไม่ไห้ขาด ดูแลเอาใจใส่ด้วยหัวใจ ดอกรักในแจกันก็จะไม่มีวันเหี่ยวเฉา สติช่วยให้กินเป็นอะไรที่เรียกว่ากินอย่างไร้สติ… วิธีไล่หนู อยากกิน กินจุกจิก กินแต่ของที่ ชอบ กินเพราะเป็นของฟรี กินเพราะเสียดาย กินเพราะอร่อย หรือมี คนซื้อมาให้กิน ที่ยกตัวอย่างมานี้ไม่ว่าเราจะกินด้วยเหตุผลอะไร เคย ฉุกคิดสักนิดมั้ยว่า เราหยิบอะไรเข้าปากไปบ้าง
เพราะการดำเนินชีวิตในสังคมที่ต้องแข่งกับเวลา แข่งกับเพื่อน ร่วมอาชีพ แข่งกับเทคโนโลยี รวมไปถึงความสับสนวุ่นวาย ที่มีจาก เรื่องการงาน การเงิน ชีวิต ความรัก และไม่เว้นแม้แต่เรื่องกิน เป็นเรื่อง สมควร ที่เราต้องเลือกและกินอาหารที่มีประโยชน์จริงๆ อีกทั้งสะอาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าปลอดสารพิษไต้ยิ่งดี เพราะหากมีสารพิษปน เฟ้อนคนที่แย่ก็คือตัวเราทุกวันนี้ เป็นเพราะวัฒนธรรมตะวันตกที่เข้ามาแทรกซึมเกือบ ทุกเมนูประจำวันในบ้านเมืองเรา ทำให้วัฒนธรรมหรือค่านิยมในการ กินเปลี่ยนไป  ไล่หนูไฟฟ้า อาหารฟาสต์ฟ้ดกลายเป็นอาหารยอดฮิตในกระแสสังคม ทั้งๆ ที่คุณค่าทางอาหารมีน้อยแถมราคาก็ยังสูงอีกต่างหาก (แต่ไหง ขายดีก็ไม่รู้…เฮ้อ!)มีสติ มีรอยยิ้ม มีสมาริมีปัญญา มีความสุข มีความสำเร็จ

เครื่องไล่หนู

วิวัฒนาการจากวัยเด็กถึงวัยหนุ่ม

นี้กับตัวเองมาแล้วเลยกลุ้ม’ใจ จน วิธีดักหนู ‘ต้องคลอด’ข้อสงสัยออกมาตอนเมาก็เป็นได้ ใครจะไปทราบได้ จริงมั้ยคะคุณพ่อคุณแม่หลายๆ คน คงไม่ปฏิเสธว่า พวกคุณกำลังค้นหาต้นตอ หลักที่ทำให้ลูกๆ มีพฤติกรรมแปลกๆ โดยเฉพาะเมื่อลูกมีอาการไฮเปอร์ (ตื่น ตัวตลอดเวลา อยู่นิ่งไม่ได้) และต้นตอที่คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่คิดถึงเป็น อันดับแรก ก็คือ นํ้าตาลเช่นเดียวกับคุณแฮงค์ ที่มีลูกชายตัวน้อยผ่านร้อนผ่านหนาวมาได้ ประมาณ 7 ขวบปี แกบอกว่า ตอนแรกก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรคิดว่าเป็นเรื่อง ปกติตามธรรมชาติของเด็กที่ต้องชนเป็นธรรมดา แต่ไปๆ มาๆ แกเริ่มรู้สืก แปลกๆ ว่าทำไมลูกน้อยกลอยใจของแกถึงไม่เคยอยู่นิ่งได้เลยสักวินาทีเดียว ยกเว้นตอนหลับ แล้วคุณแฮงค์ก็เคยได้ยินมาเหมือนกันว่านํ้าตาลทำให้เด็กมี อาการไฮเปอร์ได้ แกเลยยิ่งอยากรู้มากขึ้นอีกว่าจริงหรือไม่จริงกันแน่ เพราะ ลูกชายของคุณแฮงค์ซอบหมํ่าแต่ของหวานๆ เป็นชีวิตจิตใจจริงๆ แล้ว ข้อสงสัยที่ว1านํ้าตาลทำให้เด็กเป็นไฮเปอร์นั้นอาจไม่เป็นเรื่อง  วงจรไล่หนูน่าประหลาดใจก็ได้ ถ้าไม่มืบริษัทเครื่องดื่มนํ้าอัดลมยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ออก มาปฏิเสธความร้บผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้และยังยืนยันอย่างหนักแน่นโดยอ้าง อิงจากผลการศึกษาหลายชิ้นว่าไม่พบหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ความเกี่ยว ข้องกันได้เลยระหว่างการรับประทานนํ้าตาลกับอาการไฮเปอร์แล้วก็เป็นจริงอย่างที่บริษัทเครื่องดื่มแห่งนี้ยืนยันเสียด้วย เนื่องจาก ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อเรgรับประทานนํ้าตาลเข้าไป มันจะทำหน้าที่หล่อเลี้ยงร่างกายในฐานะเป็นแหล่งพลังงานอย่างหนึ่งเท่านั้น จึงไม่ได้เป็นสาเหตุ ทำให้เด็กๆ มีอาการไฮเปอร์อย่างที่พ่อแม่ส่วนใหญ่เข้าใจจากข้อมูลทางการแพทย์ ระบุว่า มีแนวโน้มมากกว่าที่เด็กๆ อยากรับ ประทานอาหารหวานๆ ในช่วงที่พวกเด็กๆ มีอาการตื่นเต้น อารมณ์สนุกสนาน ร่าเริงหรืออยู่ในช่วงที่ควบคุมจิตใจตัวเองไม่ค่อยได้เช่นขณะอยู่ในงานปาร์ตี้ ได็ไปเที่ยววันหยุด หรือได้ชมภาพยนตร์ที่ตัวเองชอบ อยู่ในงานมงคลสมรส  ไล่หนูไฟฟ้า ไม่เว้นแม้กระทั่งงานศพเรื่องนี้เลยกลายเป็นข่าวดีสำหรับบรรดาผู้ผลิตขนมหวานต่างๆ ไป โดยปริยาย เพราะพวกเขาจะไม่ถูกกล่าวหาอีกต่อไปว่า ขนมที่ตัวเองผลิตเน ออกมาจำหน่ายนั้นมีส่วนทำให้เด็กๆ มีอาการไฮเปอร์ส่วนสาเหตุแท้จริงที่ทำให้เด็กบางคนมีอาการไฮเปอร์นั้นเกิดจากความ ผิดปกติในการทำงานของสมองบางส่วนโดยอาจเกิดจากสารเคมีบางชนิดไม่ สมดุล ทำให้เด็กไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ดี แม้จะพยายามแล้วก็ตาม เด็ก ที่เป็นโรคนี้มักมีปัญหาทางจิตใจ คือ มองตัวเองเป็นคนไม่ดีไม่มั่นใจในตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองไม่เป็นที่ต้องการของใครๆ ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือก่อนที่จะ สายเกินไป จะกลายเป็นเด็กเกเรและก้าวร้าวได้ค่ะ เพราะฉะนั้น ลูกใครที่มี อาการแบบนี้ รีบรักษาโดยด่วนเลยนะคะทราบแล้วเปลี่ยนด่วนคุณแฮงค์รีบพาลูกชายไปปรึกษาหมอจะดีกว่านะ เพราะวิสัชนาช่วยได้แค่ไขข้อข้องใจให้คุณแฮงค์เท่านั้นเอง แต่เรื่องอื่นเกิน ความสามารถของวิสัชนาแล้วล่ะหมา ศกรีมแล้วปวถหัวณ โรงแรมหรูกลางกรุงแห่งหนึ่งซึ่งเป็นสถานที่จัดงานแต่งงานของคู่สมรส ที่น่าอิจฉาคู่หนึ่ง (ที่น่าอิจฉาเพราะวิสัชนามักจะรำพึงกับตัวเองเสมอเวลาไป งานแต่งงานของใครต่อใครว่าเมื่อไหร่จะมีหพุ่ผูโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่ทราบ ได้มาตกหลุมพรางที่เราขุดไว้(มานานมากแล้ว) ยอมมาเป็นเจ้าบ่าวให้เราเสัยที เฮ้อ เศร้า)ระหว่างงานเลี้ยงอาหารคํ่า คุณแฮงค์ที่ดื่มไวน์เข้าไปจนนับไม่ได้แล้วว่า กี่แก้ว เรียกว่า เค้ามีเสิร์ฟแค่ไหน ท่านก็คว้ามาหมด เห็นเพื่อนอีกคนหนึ่ง กำลังเอร็ดอร่อยกับความเย็นสดชื่นของไอศกรีมหลังอิ่มแปล้จากอาหารคาวเป็น ที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยฤทธิ้แอลกอฮอล์จากไวน์ คุณแฮงค์ก็เกิดความสงสัย ขึ้นมาในส่วนลึกของก้นบึ้งหัวใจ หลังจากเคยจำได้ว่า ครั้งหนึ่งตัวเองเคยทาน ไอศกรีมแล้วปวดศีรษะขึ้นมากะทันหันโดยไม่ทราบสาเหตุ

เครื่องไล่หนู

part1 ตลาดร่มหุบหรือตลาดสด บนรางรถไฟ

**ส มุทรสงคราม” หรือ “เมืองแม่กลอง” เป็นแหล่ง 0 1 ประวัติศาสตร์ทีน่าสนใจ มีเรือนไทยมากมาย แถมชาวบ้านที่นี่ยังอนุรักษ์วิถีชีวิตริมนำไว้อย่างเหนียวแน่น…
ระยะทางเพียง 70 กม. จากกรุงเทพ – สมุทรสงคราม จึงไม่ ยากหากคิดจะแวะเวียนไปเที่ยวกัน แต่โดยส่วนมากแล้วเรามักจะ ไม่ค่อยได้เที่ยวจังหวัดนี้สักเท่าไรนัก ถ้าหากใครมีโอกาสแวะเวียน ไปเมืองแม่กลองสักครั้ง ก็จะได้รู้ว่าที่นี่ยังมีสิ่งน่าสนใจมากมาย ให้เราได้สัมผัสเรียนรู้
จังหวัดสมุทรสงคราม นับว่าเป็นจังหวัดซึ่งเล็กที่สุดใน ประเทศไทย อยู่ห่างจากกรุงเทพฯไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เพียงแค่ 65 กิโลเมตร ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 35 (ถนน พระราม 2) จึงสามารถเดินทางได้สะดวกและรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น โดยรถยนต์ส่วนตัว รถโดยสารประจำทางปรับอากาศ และรถไฟ

ภายใน “แม่กลอง” ยังรองรับด้วยระบบการสัญจรที่ทั่วถึงไป มาตามสวนผลไม้ และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ได้ทั้งทางบก ทาง จักรยาน และทางนํ้า และที่นยังมีลิ้นจี่แม่กลองที่ขึ้นชื่อมาก ลิ้นจี่ แม่กลองต้องหนังตึง หนามตั้ง ร่องชาด เนื้อแห้ง
นอกจากนื้ยังมีแหล่งโบราณสถานและวัดวาอารามที่สำคัญ อีกหลายแห่งตั้งอยู่ ณ เมืองแม่กลอง ดังนั้น หากคุณผู้อ่าน ท่านใดอยากแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนเมืองเล็กๆ ซึ่งยังคงเปียมไป ด้วยสภาพวิถีชีวิตของชาวบ้านแบบดั้งเดิม ก็เชื่อว่าคงต้องได้ความ ประทับใจจนยากจะลีม
เมืองแม่กลอง นอกจากจะมีแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ มากมาย แล้ว ยังมีตลาดสดที่แปลกแตกต่างไปจากตลาดสดที่เราท่านเคย พบเห็นกันโดยทั่วไปอีกด้วย อีกทั้งยังถีอได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ ประจำจังหวัดซึ่งที่อึ่นไม่มีเหมือน

เป็นตลาดที่ตั้งอยู่บนรางรถไฟ หรือเรียกอีกอย่างว่า เป็น ตลาดแห่งเดียวที่มีรถไฟวิ่งฝากลางตลาด ซึ่งหากใครไม่เคยไป เห็นด้วยตากคงยากจะจินตนาการได้ว่า สภาพโดยรวมของตลาด แห่งนี้เป็นเช่นไร จะดูพิลึกพิลั่นแค่ไหน บาร์โหน
ตลาดบนรางรถไฟแห่งนี้ก็คีอตลาดแม่กลองนั่นเอง แต่ ส่วนใหญ่แล้วชาวบ้านร้านกินหรือแม้แต่นักท่องเที่ยวทั่วไปมักจะ เรียกกันว่า ‘•ตลาดร่มหุบ” มากกว่า เรือยาง
ตลาดร่มหุบหรือตลาดบนรางรถไฟหนึ่งเดียวในประเทศไทย หรืออาจเป็นหนึ่งเดียวในโลกนี้ หลายคนอาจเคยได้ยินถึงความ แปลกของตลาดที่นี้มาเหมือนกัน แต่ยังไม่เคยได้มืโอกาสเห็น รู้ แต่เพียงว่าเป็นตลาดที่มืรถไฟวิ่งผ่านตัวตลาด ตัวตลาดตั้งอยู่บน รางรถไฟ
ด้วยเหตุนี้ หากมีรถ!ฟวิ่งผ่านมา แม่ค้าพ่อค้าจะหุบร่ม หุบเต็นท์ เก็บข้าวของเพี่อหลบรถไฟกันจ้าละหวั่น!

part2 ตลาดร่มหุบหรือตลาดสด บนรางรถไฟ